เมตตา เสียสละ รับผิดชอบ
Menu
Open menu
Open menu

 

 

 

การประชุมเรื่อง Four  pillars of prosthodontics

20-21 มิถุนายน   2564

ผ่านระบบออนไลน์ทาง Facebook

Pillar 1 : Dental materials

          ปัจจุบันการเลือกใช้วัสดุกลุ่ม All ceramics เป็นที่นิยมมากขึ้น เนื่องจากมีการพัฒนาคุณสมบัติของวัสดุกลุ่มนี้ให้ดีขึ้น ทำให้ได้ทั้งในเรื่องของความสวยงาม ความแข็งแรง ตัวอย่างของวัสดุกลุ่มนี้ ได้แก่

- Glass ceramics ที่นิยมใช้ได้แก่ Lithiumdisilicate ซึ่งมีองค์ประกอบของ Silica ทำให้ผลึกมีความสวยใส สามารถขึ้นรูปได้ด้วยการ Press, CAD/CAM

- Polycrystalline ceramic ได้แก่ Stabilized zirconia ซึ่งในปัจจุบันที่ใช้คือ 3Y-TZP มีคุณสมบัติที่เรียกว่า Transformation toughening จากการเปลี่ยน phase ของ Zirconia จาก tetragonal เป็น monoclinic ทำให้มี volume expansion จึงสามารถต้านรอยร้าวในเนื้อวัสดุได้ ในการขึ้นรูปของ Zirconia สามารถขึ้นรูปได้ด้วยการ CAD/CAM

เพื่อให้มีการยึดอยู่ของชิ้นงานมีความเหมาะสมกับวัสดุแต่ละประเภท จึงต้องมีการเตรียมผิวชิ้นงานก่อน โดยมีความแตกต่างกัน ดังนี้

Lithiumdisilicate

Zirconia

กลไกทางกล

-          กัดพื้นผิวด้วย Hydrofluoric acid

-       Sand blasting ด้วย Al2O3 50 µm นาน 20 S ระยะห่าง 1 cm

กลไกทางเคมี

-          Silanization

-       Metal oxide primer เช่น MDP

Pillar 2 : Fix prosthesis

          ในการรักษาผู้ป่วยที่มีฟันสึกผิดปกติ ทันตแพทย์จำเป็นต้องหาสาเหตุของการเกิดฟันสึก เพื่อให้การพยากรณ์โรคของฟันแต่ละซี่แล้วนำไปวางแผนการรักษา และเลือกวัสดุบูรณะให้เหมาะสม

          สาเหตุของการเกิดฟันสึก เช่น

  1. Loss of posterior support
  2. Erosion from diet and beverage
  3. Swimmers : chlorine
  4. Interfere of chewing cycle
  5. Amelogenesis imperfecta

หลังจากหาสาเหตุของการเกิดฟันสึกแล้ว จะต้องมีการจำแนกลักษณะของฟันสึกที่ผิดปกติ ซึ่ง Tuner & Missirlian (1985) ได้จำแนกไว้ ดังนี้

  1. Excessive tooth wear with loss vertical dimension
  2. Excessive tooth wear without loss vertical dimension but space available
  3. Excessive tooth wear without loss vertical dimension but limited space

ในการรักษาผู้ป่วยประเภทที่ 3 เป็นการรักษาที่ยากที่สุด เนื่องจากจะต้องใช้การรักษาหลากหลายสาขา เช่น การทำศัลยกรรมเพื่อเพิ่มความยาวตัวฟัน การจัดฟัน หรือการผ่าตัดขากรรไกรร่วมด้วย เป็นต้น

Pillar 3 : Complete denture

          การพิมพ์ปากขั้นสุดท้ายเป็นขั้นตอนหนึ่งในการทำฟันเทียมทั้งปาก รอยพิมพ์ที่ดีช่วยให้ฟันเทียมมีส่วนรองรับที่ดี สามารถต้านแรงในแนวดิ่งและป้องกันไม่ให้ฟันเทียมกดลงบนสันเหงือกมากเกินไป จึงต้องเลือกวิธีการพิมพ์ปากให้เหมาะสมกับสภาพเนื้อเยื่อในช่องปาก เพื่อให้ฟันเทียมขยับเท่าๆกันทุกตำแหน่ง และคงการสบฟันให้สม่ำเสมอ  แรงจากการบดเคี้ยวกระจายลงสู่สันเหงือกอย่างทั่วถึง เป็นการป้องกันการสลายของสันเหงือก

          ทฤษฎีการพิมพ์ปากขั้นสุดท้ายมี 3 ทฤษฎีหลัก คือ

  1. Mucostatic theory คือ การพิมพ์แบบไร้แรงกด จึงควรเลือกวัสดุที่ไหล่แผ่ได้ดี มีความยืดหยุ่นน้อย ได้แก่ Plaster, Light body, Alginate ที่ผสมค่อนข้างเหลว ใช้ถาดพิมพ์ปากชนิดมีช่องว่าง ฟันเทียมจะได้แนบสนิทกับเนื้อเยื่อผู้ป่วยในขณะพัก แต่เมื่อผู้ป่วยใช้ฟันเทียม แรงบดเคี้ยวจะไม่สามารถกระจายลงสู่สันเหงือกได้สม่ำเสมอ เพราะเนื้อเยื่อในช่องปากในแต่ละตำแหน่งมีความหนาไม่เท่ากัน
  2. Mucodisplacement theory คือ การพิมพ์แบบมีแรงกดหรือขณะใช้งาน ข้อดีของทฤษฎีนี้ คือ แรงบดเคี้ยวจะกระจายลงสันเหงือกอย่างสม่ำเสมอ แต่ข้อเสียคือ การติดอยู่ของฟันเทียมจะน้อยในขณะในสบฟัน เพราะฐานฟันเทียมไม่แนบกับเนื้อเยื่อขณะไม่สบฟัน
  3. Selective pressure theory คือ การพิมพ์แบบเลือกใช้แรงกดในตำแหน่งที่รับแรงได้ และพิมพ์แบบไร้แรงกดในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสมในการรับแรง โดยจะต้องใช้ถาดพิมพ์ปากเฉพาะบุคคล

Pillar 4 : Removable partial denture

          การออกแบบฟันเทียมฐานโลหะ จะต้องมีการคำนึงถึง Biomechanics เพื่อไม่ให้ตะขอฟันเทียมงัดฟันหลักยึด การจำแนกช่องว่างสำหรับการออกแบบฟันเทียมฐานโลหะมีดังนี้

  1. Kennedy class I : Bilateral free end
  2. Kennedy class II : Unilateral free end
  3. Kennedy class III : Posterior tooth support
  4. Kennedy class IV : Anterior tooth support

ในการออกแบบฟันเทียมถอดได้ฐานโลหะประเภทที่ III, IV สามารถใช้ตะขอเกาะฟันหลักยึดบริเวณที่ติดกับสันเหงือกว่าง เพื่อเพิ่มการยึดอยู่ได้ แต่ในการออกแบบฟันเทียมถอดได้ฐานโลหะประเภทที่ I, II ที่ไม่มีฟันหลักด้านท้าย หากใช้ตะขอที่มีความแข็ง เช่น ตะขอลวดเหวี่ยง จะทำให้เกิดการงัดฟันหลักได้ จึงต้องเลืองใช้ตะขอที่เป็น Stress breaker เช่น ตะขอลวดดัด ตะขอ RPI เป็นต้น